ดูบทความที.ที.เอส.เอ็นจิเนียริ่งลุยก่อสร้างโครงการคุณภาพ

ที.ที.เอส.เอ็นจิเนียริ่งลุยก่อสร้างโครงการคุณภาพ

 

ที.ที.เอส.เอ็นจิเนียริ่งลุยก่อสร้างโครงการคุณภาพ

ที.ที.เอส.เอ็นจิเนียริ่งเดินหน้าก่อ สร้างโครงการนายน์ บาย แสนสิริ มูลค่างานประมาณ 1 พันลบ.เล็งส่งมอบงานต้นปีหน้า พร้อมโชว์ Backlog 7-8 พันลบ. ฟุ้งงานล้นมือยาวถึงปี 2559  ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 3.7 พันลบ.

คุณสุภาพ จรัลพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ที.เอส.เอ็นจิเนียริ่ง (2004) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้รับความไว้วางใจจากบริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) ให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการนายน์ บาย แสนสิริ โดยเป็นอาคารสูง 30 ชั้น  2 อาคาร ซึ่งบริษัทรับผิดชอบในส่วนของงานโครงสร้าง สถาปัตยกรรม และงานระบบ มูลค่างานประมาณ 1,000 ล้านบาท เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อกลางปี 2556  ปัจจุบันมีความคืบหน้าประมาณ 70% ซึ่งในส่วนของงานโครงสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะส่งมอบงานราวต้นปี 2558 

สำหรับจุดเด่นที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากแสนสิริให้รับผิดชอบใน โครงการนี้ เนื่องจาก ที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมงานก่อสร้างโครงการแรกคือ เดอะเบส พระราม 9 และได้สร้างความมั่นใจให้แก่แสนสิริเป็นอย่างมากว่า บริษัทมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดีในทุกด้านๆ โดยสามารถตอบสนองความต้องการได้ในทุกๆ เรื่อง อีกทั้งยังส่งมอบงานได้ก่อนระยะเวลาที่กำหนดอีกด้วย ทั้งนี้ความรับผิดชอบในการส่งมอบงานเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการว่าจ้างผู้ รับเหมาก่อสร้างในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทต้องขอขอบคุณแสนสิริที่ได้ให้ความไว้วางใจให้บริษัทร่วมสร้าง สรรค์โครงการคุณภาพเสมอมา

คุณสุภาพ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมี Backlog ล้นมือจนถึงปี 2559 ซึ่งจะสามารถรับงานใหม่ได้ในปลายปี 2559-ต้นปี 2560 มูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวม Backlog ของปี 2557 ที่ต่อเนื่องมาจากปี 2556  ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2558 ประมาณ 4,000 ล้านบาท และปี 2559 ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยงานหลักๆ จะเป็นของแสนสิริ, อนันดา, Q.House  เป็นต้น

“ในแต่ละปีเราเติบโตอยู่ที่ 20-30% แต่ตอนนี้กำลังปรับฐานการเติบโต เนื่องจากต้องการพัฒนาบุคลากร เรามองว่าการเติบโตเร็วจนเกินไปอาจจะทำให้ไม่สามารถรับงานได้ทั้งหมด เพราะบุคลากรเราอาจยังไม่พร้อม จึงมีบางโครงการที่ต้องบอกปัดไปก่อน เราต้องพร้อมจริงๆ จึงจะรับงานได้ โดยต้องการให้ลูกค้าได้รับงานที่ดีมีคุณภาพมาตรฐานมากที่สุด” คุณสุภาพกล่าว

คุณสุภาพ กล่าวต่อว่า ในปี 2556  ที่ผ่านมา บริษัทรับรู้รายได้ประมาณ 2,500-2,600 ล้านบาท ซึ่งในปี 2557 บริษัทตั้งเป้ารับรู้รายได้อยู่ที่ประมาณ 3,700 ล้านบาท และปี 2558 ตั้งเป้ารับรู้รายได้ไว้ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าอย่างแน่นอนเนื่องด้วยมี Backlog ที่ทยอยรับรู้รายได้อยู่แล้ว

สำหรับกลยุทธ์ที่บริษัทใช้ในการทำงานให้เหนือกว่าคู่แข่ง ประกอบด้วย 4 แนวทาง ดังนี้ 1.ราคาที่สามารถแข่งขันได้และมีกำไรพอประมาณ 2.การส่งมอบงานได้ตรงเวลา หรือส่งมอบก่อนเวลาที่กำหนด 3.คุณภาพมาตรฐาน ซึ่งจะรวดเร็วเพียงอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องมีคุณภาพมาตรฐานที่ดีด้วย 4.การบริการหลังการขาย โดยดูแลลูกค้าหลังจากที่ส่งมอบงาน รวมทั้งการช่วยเหลือตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งทั้ง 4 แนวทางไม่ว่าอยู่ในธุรกิจใดก็ควรจะมี

ด้านแนวโน้มธุรกิจที่ดำเนินอยู่ ตนมองว่ายังเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลที่ออกมาแล้ว ประกอบกับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ยังคงดีอยู่ โดยมีงานก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง บริษัทได้รับความไว้วางใจจากหลายๆ บริษัท ให้ก่อสร้างโครงการ แต่บริษัทไม่สามารถรับงานได้เพราะมีงานล้นมืออยู่แล้ว

“อีกสักประมาณ 6-7 ปีจะมีรถไฟฟ้าเพิ่มอีกหลายสาย ทำให้การก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เป็นเรื่องธรรมดาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพราะคนต้องการที่พักอาศัยอยู่ในเมืองและต้องการความสะดวกสบาย ปัจจุบัน คนจะนิยมพักอาศัยในคอนโดมิเนียมเยอะมาก เพราะบ้านมีราคาแพง ดังนั้น จึงทำให้อสังหาริมทรัพย์เติบโตตามการเพิ่มขึ้นของรถไฟฟ้าเช่นกัน” คุณสุภาพกล่าว

ส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558  บริษัทมีการพัฒนาคนเพื่อให้พร้อมในการทำงานให้เป็นระบบและระเบียบ เพราะคนไทยยังขาดระเบียบ ยังไม่รู้จักหน้าที่ ขาดการเรียนรู้ ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ให้ได้ หากทำได้ก็จะมีภูมิคุ้มกันที่จะสามารถไปแข่งกับคนอื่นได้ อย่างไรก็ตามภาคเอกชนของประเทศไทยยังมีความเข้มแข็งจึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เพราะมีการปรับตัวได้เก่ง

“การเปิด AEC ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะกลัวว่าชาวต่างชาติจะเข้ามาแข่งขันกับคนไทยในเรื่อง การรับเหมาแต่สำหรับตนไม่ได้กังวลและวิตกแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ประมาทเพราะธุรกิจก่อสร้างเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่ใครจะทำได้ง่ายๆ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ถิ่นฐานของตัวเอง” คุณสุภาพกล่าว

ด้านหลักการบริหารตนจะให้ความสำคัญกับคนเป็นอันดับหนึ่งเพราะคนเป็นผู้ ควบคุมเครื่องมือทุกอย่าง รองมาคือการให้ความสำคัญกับระบบ ทั้งนี้หากธุรกิจเติบโตจะต้องมีระบบที่ดีมารองรับในด้านเทคโนโลยี ดังนั้นต้องรู้จักการนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงจะสามารถให้งานออกมามีคุณภาพตามที่ต้องการ ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานทั้งหมด 400 คน

 

ที่มา : http://www.bizfocusmagazine.com

26 ธันวาคม 2560

ผู้ชม 1727 ครั้ง